1. Home
  2. Insights
  3. BigQuery
  4. BigQuery vs PostgreSQL งาน analytics แบบไหนควรแยกไป data warehouse
BigQuery

BigQuery vs PostgreSQL งาน analytics แบบไหนควรแยกไป data warehouse

อธิบายว่าเมื่อไรงาน analytics ควรอยู่ใน PostgreSQL ต่อ และเมื่อไรควรแยกไป BigQuery โดยดูจากรูปแบบ query, ปริมาณข้อมูล, concurrency, event analytics และภาระที่กระทบระบบธุรกิจหลัก

BigQuery vs PostgreSQL งาน analytics แบบไหนควรแยกไป data warehouse

หลายระบบเริ่มจาก PostgreSQL ตัวเดียวก่อน แล้วก็สมเหตุสมผลด้วย เพราะมันตอบโจทย์เยอะมากในช่วงต้น

  • เก็บข้อมูลธุรกิจหลัก
  • ทำ transaction
  • อ่านเขียนจากแอป
  • ออก report เบื้องต้น
  • ทำ admin search
  • ทำ dashboard ง่าย ๆ
  • export ข้อมูลเป็นครั้งคราว

ช่วงแรกทุกอย่างยังอยู่ด้วยกันได้ แต่พอระบบโตขึ้น คำถามจะเริ่มเปลี่ยน

query analytics เริ่มช้าลงหรือไม่
report บางตัวกินเครื่องจนกระทบ API หลักหรือเปล่า
ต้องอ่านข้อมูลหลายล้านแถวบ่อยขึ้นไหม
มี event analytics, product analytics หรือ audit data เพิ่มขึ้นหรือยัง
ทีมเริ่มอยาก query แบบ ad hoc มากขึ้นไหม
คนใช้งาน analytics เริ่มไม่ใช่แค่แอป แต่รวมถึง ops, product, finance หรือ analyst หรือยัง

จุดที่สำคัญคือ PostgreSQL ไม่ได้ “ไม่ดีพอ” เสมอไป แต่มีงานบางประเภทที่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ควรแยกไป data warehouse จะเหมาะกว่า และ BigQuery มักเป็นคำตอบที่ดีในงานแบบนั้น

บทความนี้อธิบายว่าเมื่อไรควรใช้ PostgreSQL ต่อ และเมื่อไรควรเริ่มแยกงาน analytics ไป BigQuery

TL;DR

สรุปให้สั้นที่สุด

PostgreSQL เหมาะกับงาน transactional และ analytics ที่ยังใกล้กับระบบธุรกิจหลัก
BigQuery เหมาะกับงานอ่านหนัก, scan เยอะ, aggregation เยอะ, event analytics, ad hoc analysis และ reporting ที่ไม่ควรไปแย่งทรัพยากรจากฐานข้อมูลหลัก

ถ้าระบบของคุณเริ่มมีอาการแบบนี้

  • query analytics กิน resource ของ production DB
  • ต้อง scan ข้อมูลจำนวนมากบ่อย ๆ
  • มี event data โตเร็ว
  • ต้อง query ข้ามช่วงเวลายาว
  • คนอยากวิเคราะห์ข้อมูลโดยไม่กระทบระบบหลัก

นั่นคือสัญญาณว่าควรเริ่มคิดเรื่อง data warehouse

ก่อนเลือก ต้องแยกให้ออกว่ากำลังพูดถึง “งานแบบไหน”

เวลาคนบอกว่า “Postgres ก็ query ได้” นั่นจริง
เวลาคนบอกว่า “BigQuery เร็วกว่า” ก็อาจจริงเช่นกัน

แต่สองประโยคนี้มักทำให้คุยข้ามเรื่องกัน เพราะกำลังพูดถึงคนละ workload

คำถามที่ถูกกว่าคือ

  • query นี้เกิดในเส้นทางของผู้ใช้จริงหรือไม่
  • ต้องการผลลัพธ์ภายในกี่ร้อย ms หรือไม่
  • เป็น query แบบ point lookup, filtered reads หรือ full scan
  • ต้องการ transaction correctness หรือ analytical flexibility
  • data โตแบบ row-by-row ธุรกรรม หรือโตแบบ events ปริมาณมาก
  • query นี้รันกี่ครั้งต่อวัน และอ่านกี่แถวต่อครั้ง

ถ้าไม่แยก workload ก่อน การตัดสินใจจะมั่วง่ายมาก

PostgreSQL เด่นเรื่องอะไร

PostgreSQL เด่นมากกับงาน OLTP หรือ transactional workloads เช่น

  • สร้าง order
  • อัปเดต payment status
  • login / auth
  • อ่านข้อมูลลูกค้ารายคน
  • แก้ไข profile
  • ดึงข้อมูลตาม primary key หรือ indexed filters
  • workflows ที่ต้องรักษา consistency
  • admin operations ที่ query ตาม business entity ชัดเจน

มันเหมาะกับงานที่

  • read/write ปนกันตลอดเวลา
  • ต้องการ transaction
  • query เจาะจงเป็น row หรือกลุ่มข้อมูลไม่ใหญ่มาก
  • latency สำคัญ
  • data model อิง business entities ชัดเจน

พูดง่าย ๆ คือ PostgreSQL เหมาะกับฐานข้อมูลที่ “ระบบใช้งานจริงทุกวินาที”

BigQuery เด่นเรื่องอะไร

BigQuery เด่นกับงาน analytics และ large-scale reads มากกว่า เช่น

  • event analytics
  • product analytics
  • usage reporting
  • funnel analysis
  • cohort analysis
  • reporting ข้ามช่วงเวลายาว
  • aggregation จำนวนมาก
  • ad hoc SQL บนข้อมูลเยอะ
  • joins กับข้อมูล event/history ปริมาณสูง
  • scheduled BI/reporting queries

มันเหมาะกับงานที่

  • อ่านเยอะกว่าเขียน
  • ยอมรับ latency ระดับวินาทีถึงนาทีได้
  • ต้อง scan ข้อมูลจำนวนมาก
  • เน้น analytical queries มากกว่า transactional consistency
  • มีข้อมูลเชิงประวัติหรือ events โตเร็ว

พูดอีกแบบคือ BigQuery เหมาะกับฐานข้อมูลที่ “เอาไว้ถามคำถามกับข้อมูลจำนวนมาก” มากกว่ารับธุรกรรมหลักของระบบ

ปัญหาที่มักเกิดเมื่อฝืนใช้ PostgreSQL ทำ analytics ทุกอย่าง

ตอนแรกมันยังใช้ได้ แต่พอข้อมูลโตขึ้น ปัญหาจะเริ่มชัด

อย่างแรกคือ query analytics บางตัวเริ่มกิน CPU, RAM หรือ I/O ของ production database
อย่างที่สองคือ report หนัก ๆ เริ่มแย่ง resource กับ API ที่ผู้ใช้กำลังใช้งานจริง
อย่างที่สามคือ analyst หรือทีมภายในเริ่มอยาก query แบบไม่คาดเดา ซึ่งกระทบระบบง่าย
อย่างที่สี่คือ event data โตเร็วจน table เริ่มใหญ่ผิดธรรมชาติเมื่อเทียบกับ transactional tables

อาการที่เจอบ่อย เช่น

  • dashboard บางตัวทำให้ API ช้าลง
  • report สิ้นวันหรือสิ้นเดือนทำให้ระบบหนัก
  • query ที่ group by เยอะและอ่านข้ามเดือนเริ่มช้ามาก
  • ต้องสร้าง index เยอะเพื่อช่วย report จนกระทบ write performance
  • ฐานข้อมูลหลักเริ่มแบกทั้งงานธุรกรรมและงานวิเคราะห์พร้อมกัน

จุดนี้ไม่ได้แปลว่า PostgreSQL ผิด แต่แปลว่าคุณกำลังเอาฐานข้อมูล transactional ไปแบก workload analytical เกินที่ควร

สัญญาณว่า analytics ควรเริ่มแยก

มีหลายสัญญาณที่ใช้ตัดสินใจได้

1) Query analytics เริ่มกระทบระบบหลัก

ถ้า report หรือ dashboard เริ่มทำให้ API ช้า นี่เป็นสัญญาณชัดมาก เพราะมันแปลว่า workload สองแบบกำลังแย่งฐานข้อมูลเดียวกันอยู่

2) ต้องอ่านข้อมูลจำนวนมากเป็นประจำ

ถ้า query ของคุณต้อง scan หลายล้านแถวบ่อย ๆ เพื่อหายอดรวม, trends, funnel หรือ retention PostgreSQL อาจยังทำได้ แต่ไม่ใช่สนามที่มันถนัดที่สุด

3) Event data โตเร็ว

ข้อมูลประเภท

  • page views
  • product events
  • clickstream
  • webhook logs
  • operational events
  • audit events
  • tracking data

มักโตเร็วและเหมาะกับ analytical storage มากกว่า transactional DB

4) มีคน query แบบ ad hoc มากขึ้น

ถ้าเริ่มมี product, ops, finance หรือ analyst เข้ามา query ข้อมูลบ่อยขึ้น การเอาทุกคนไปยิง production Postgres จะเสี่ยงขึ้นเรื่อย ๆ

5) เริ่มต้องการ historical analysis ยาว ๆ

ถ้าต้องดู trend 6 เดือน, 12 เดือน, 24 เดือน พร้อม aggregation หลายชั้น งานแบบนี้มักเหมาะกับ warehouse มากกว่า

แล้วเมื่อไรยังควรใช้ PostgreSQL ต่อ

ไม่ใช่ว่าทุกระบบต้องรีบแยกไป BigQuery

ถ้างานของคุณยังเป็นแบบนี้ PostgreSQL อาจยังเพียงพอและคุ้มกว่า

  • ข้อมูลยังไม่ใหญ่มาก
  • report ยังมีไม่กี่ตัว
  • query ส่วนใหญ่เป็น filtered reads ไม่ใช่ large scans
  • ยังไม่มี event analytics ปริมาณสูง
  • ทีมยังไม่มีคนทำ ad hoc analytics มากนัก
  • ระบบยังไม่เจอ pain จาก query analytics ที่กระทบ production
  • latency แบบวินาทีต่ำสำคัญกว่า analytical flexibility

อีกอย่าง ถ้าคุณยังไม่มี data modeling discipline พอ การย้ายไป warehouse เร็วเกินไปอาจเพิ่ม complexity โดยยังไม่ได้ value ชัด

อย่าแยกเพียงเพราะคำว่า “โตในอนาคต”

นี่เป็นกับดักคลาสสิก

หลายทีมแยก data stack เร็วเกินไปเพราะกลัวว่าอนาคตจะโต แต่สุดท้ายได้ระบบสองชุดที่ต้องดูแล ทั้ง ETL, schema mapping, freshness, cost และ permissions ทั้งที่ข้อมูลยังไม่ถึงจุดจำเป็นจริง

คำถามที่ควรถามคือ

  • วันนี้มี pain จริงหรือยัง
  • ถ้าไม่แยกตอนนี้ ต้นทุนคืออะไร
  • ถ้าแยกตอนนี้ complexity เพิ่มอะไรบ้าง
  • ทีมพร้อมดูแล data pipeline หรือยัง

BigQuery มีประโยชน์มาก แต่ก็ควรถูกใช้เพราะ workload มันเรียกร้อง ไม่ใช่เพราะชื่อดู enterprise กว่า

ความต่างเชิงสถาปัตยกรรม

ถ้าพูดแบบภาษาง่าย

PostgreSQL

เป็นฐานข้อมูลหลักของระบบธุรกิจ
ข้อมูลมักถูกออกแบบตาม entities เช่น users, orders, invoices, refunds, documents

BigQuery

เป็นพื้นที่สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก
ข้อมูลมักถูกออกแบบตาม events, facts, snapshots, reporting models หรือ denormalized analytical tables

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการย้าย analytics ไป BigQuery ไม่ใช่แค่ “ย้าย query” แต่คือการย้ายวิธีคิดเรื่องข้อมูลด้วย

Event analytics คือ use case ที่ชัดมากของ BigQuery

ถ้าระบบเริ่มเก็บข้อมูลพวกนี้มากขึ้น

  • page_view
  • signup_started
  • signup_completed
  • quote_created
  • payment_succeeded
  • refund_requested
  • ticket_resolved
  • workflow_transitioned
  • file_uploaded
  • approval_granted

แล้วทีมอยากถามคำถามเช่น

  • funnel เป็นยังไง
  • retention ของผู้ใช้กลุ่มนี้เป็นยังไง
  • event volume รายวัน/รายชั่วโมงเป็นยังไง
  • feature adoption เป็นยังไง
  • conversion drop ตรง step ไหน

BigQuery มักเหมาะมาก เพราะ query แบบนี้มักเป็น aggregation บนข้อมูลจำนวนมาก และไม่ควรไปแย่ง production DB

Reporting แบบไหนควรย้ายก่อน

ถ้าจะเริ่มย้าย ไม่จำเป็นต้องย้ายทุกอย่างพร้อมกัน

กลุ่มที่มักคุ้มสุดคือ

  • daily / weekly / monthly reporting
  • operational dashboards ที่ scan เยอะ
  • analytics dashboard สำหรับ management
  • event-based product analytics
  • BI queries
  • cohort/funnel/trend queries
  • export jobs ที่อ่านข้ามช่วงเวลายาว

ส่วน query ที่ยังผูกกับ UI หลักและต้อง response เร็วมาก เช่นดึง order รายการเดียว, profile รายคน, status ล่าสุด อาจยังอยู่ Postgres ต่อไปได้

แล้วต้องย้ายข้อมูลแบบไหนไป BigQuery

โดยทั่วไปสิ่งที่มักไปได้ดีคือ

  • event tables
  • append-heavy logs
  • denormalized reporting tables
  • daily snapshots
  • transformed analytical facts
  • historical records ที่ query บ่อย

ไม่จำเป็นต้อง mirror ทุก table จาก Postgres แบบตรงตัวเสมอไป
หลายครั้งสิ่งที่คุ้มกว่าคือออกแบบ analytical model ให้เหมาะกับคำถามที่ต้องตอบจริง

อย่าสับสนระหว่าง “database replica” กับ “data warehouse”

บางทีมแก้ปัญหา analytics โดยทำ read replica ของ PostgreSQL แล้วปล่อยให้ report ไปลง replica แทน

วิธีนี้ช่วยได้ในหลายกรณี และอาจเป็นขั้นกลางที่ดี แต่ต้องเข้าใจว่ามันยังไม่ใช่ data warehouse

เพราะถึงจะลดแรงกดที่ primary ได้ แต่ workload analytical ก็ยังคงเป็น PostgreSQL style workload อยู่ดี เช่น

  • joins หนัก
  • scans ยาว
  • aggregations เยอะ
  • event analysis ขนาดใหญ่

read replica ช่วยเรื่อง isolation ในระดับหนึ่ง
แต่ data warehouse ช่วยเรื่อง model และ engine ที่เหมาะกับ analytics มากกว่า

BigQuery ไม่ได้แทน PostgreSQL

นี่ต้องย้ำให้ชัด

BigQuery ไม่ได้มาแทน transactional DB ของคุณ

คุณไม่ควรย้าย flow อย่าง

  • login
  • create order
  • update payment
  • approve refund
  • save profile
  • user session reads

ไป BigQuery เพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ของมัน

ถ้าพูดให้ตรงที่สุด

  • PostgreSQL คือ system of record สำหรับธุรกรรม
  • BigQuery คือ analytical layer สำหรับการอ่านและวิเคราะห์

ระบบที่ดีมักใช้ทั้งคู่คนละบทบาท ไม่ใช่เลือกระหว่างกันแบบ winner-takes-all

เรื่อง freshness ต้องคุยกันให้ชัด

อีกคำถามสำคัญคือ “analytics ต้องสดแค่ไหน”

ถ้าระบบของคุณต้องการข้อมูลแบบ realtime หรือ near-realtime มาก ๆ คุณต้องคิดเรื่อง ingestion pipeline และ freshness expectations ให้ชัด

แต่ในหลาย use case analytics จริง ๆ ยอมรับ delay ได้ เช่น

  • 5 นาที
  • 15 นาที
  • 1 ชั่วโมง
  • batch รายวัน

ถ้าธุรกิจยอมรับได้ การแยก analytics ไป BigQuery จะง่ายขึ้นมาก เพราะไม่ต้องพยายามทำให้ทุกอย่าง realtime เกินจำเป็น

Cost mindset ต่างกัน

PostgreSQL มักทำให้ทีมคิดเรื่อง

  • machine size
  • CPU / RAM / disk
  • index maintenance
  • query latency บนระบบหลัก

ส่วน BigQuery จะทำให้ทีมต้องคิดเรื่อง

  • bytes scanned
  • table design
  • partitioning
  • clustering
  • scheduled queries
  • query discipline
  • access governance

ดังนั้นการย้ายไป BigQuery ไม่ได้ลบ cost thinking แต่เปลี่ยนรูปแบบของมัน

ตัวอย่างสถานการณ์ที่ควรเริ่มคิดเรื่อง BigQuery

กรณี 1: Product analytics เริ่มจริงจัง

มี event หลายสิบถึงหลายร้อยล้านแถวต่อเดือน
ทีมอยากถาม funnel, cohort, retention, feature usage
การรันใน Postgres เริ่มหนักและ query ใหม่ ๆ มาเรื่อย ๆ

กรณีนี้ควรเริ่มคิด BigQuery

กรณี 2: Management reporting เริ่มกระทบ production DB

ทุกเช้ามี dashboard ดึงยอด, trends, summaries ข้ามหลายเดือน
ช่วงเวลานั้น API หลักเริ่มช้าลง

กรณีนี้ก็ควรเริ่มแยก

กรณี 3: ยังมีแค่ report ไม่กี่ตัว ข้อมูลไม่มาก

query ส่วนใหญ่เป็น filtered reads ตาม business entities
ยังไม่มี event data หนัก

กรณีนี้ Postgres อาจยังพอและง่ายกว่า

ตัวอย่างเปรียบเทียบเชิงคำถาม

คำถามที่มักเหมาะกับ PostgreSQL

  • order นี้สถานะอะไร
  • user คนนี้มีเอกสารอะไรบ้าง
  • payment ล่าสุดของลูกค้ารายนี้คืออะไร
  • refund นี้ถูก approve แล้วหรือยัง

คำถามที่มักเหมาะกับ BigQuery

  • conversion funnel 90 วันที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
  • approval latency แยกตามทีมเป็นอย่างไร
  • upload volume รายวัน 12 เดือนย้อนหลังเป็นอย่างไร
  • event ประเภทนี้เกิดมากขึ้นหลัง release หรือไม่
  • campaign A กับ B มี retention ต่างกันหรือไม่

มองจากลักษณะคำถามก็จะเริ่มเห็นสนามของแต่ละตัวชัดขึ้น

ตัวอย่างการแยก boundary แบบ practical

แนวทางที่ใช้ได้จริงมักเป็นแบบนี้

  • PostgreSQL เก็บ transactional truth
  • application events หรือ CDC flow ส่งข้อมูลไป analytical layer
  • BigQuery เก็บ event/fact/reporting tables
  • dashboards / BI / ad hoc queries วิ่งที่ BigQuery
  • application runtime ที่ต้องการ latency ต่ำยังอ่านจาก Postgres

แบบนี้ช่วยให้แต่ละระบบทำงานที่มันถนัด

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

1) ย้ายทุกอย่างไป BigQuery เร็วเกินไป

ทำให้เกิด data stack ซับซ้อนโดยยังไม่ได้ pain จริง

2) ฝืนใช้ PostgreSQL กับ analytics จนกระทบระบบหลัก

เพราะไม่อยากเพิ่มระบบใหม่ ทั้งที่ต้นทุนแฝงเริ่มสูงแล้ว

3) Mirror schema แบบตรงตัวโดยไม่ออกแบบ analytical model

ทำให้ BigQuery กลายเป็นแค่ PostgreSQL copy ขนาดใหญ่ แต่ query ยังคงไม่เหมาะ

4) ไม่คุยเรื่อง freshness และ ownership

สุดท้ายทุกคนคาดหวังข้อมูลสดตลอดเวลา โดยไม่มี pipeline ที่รองรับจริง

ตัวอย่างเปรียบเทียบเชิง SQL mindset

query แบบนี้มักเป็นกลิ่นของ analytical workload

select
  event_date,
  event_type,
  count(*) as total_events
from analytics.events
where event_date between '2026-01-01' and '2026-03-31'
group by event_date, event_type
order by event_date;

หรือ

select
  campaign_id,
  count(distinct user_id) as users,
  sum(case when converted then 1 else 0 end) as conversions
from analytics.signup_facts
where signup_date >= '2026-01-01'
group by campaign_id;

query ลักษณะนี้อ่านเยอะและ aggregate เยอะ ซึ่งมักเข้าทาง BigQuery มากกว่า

BigQuery ไม่ได้แปลว่า schema ไม่สำคัญ

หลายคนเข้าใจว่าพอเป็น warehouse แล้ว schema จะหลวมแค่ไหนก็ได้ ซึ่งไม่จริง

ยิ่งข้อมูลเยอะ ยิ่งต้องออกแบบดี เช่น

  • partitioning
  • clustering
  • event naming
  • stable dimensions
  • fact table shape
  • nullability discipline
  • naming conventions

ไม่อย่างนั้น query จะเริ่มแพง, งง และ maintain ยาก

แล้วควรเริ่มยังไงถ้ารู้สึกว่าถึงเวลาแล้ว

วิธีที่ practical กว่าคือไม่ต้องย้ายทุกอย่างพร้อมกัน แต่เริ่มจาก

  1. เลือก 1–2 reporting workloads ที่หนักและชัด
  2. กำหนด event / fact schema ให้ตอบคำถามนั้นได้
  3. ส่งข้อมูลเข้า BigQuery แบบ batch หรือ streaming ตามความจำเป็น
  4. ย้าย dashboard หรือ report ชุดนั้นไปก่อน
  5. วัดว่าลดภาระ Postgres และเพิ่ม analytical flexibility ได้จริงไหม

การค่อย ๆ แยกแบบนี้จะช่วยให้ทีมเรียนรู้โดยไม่ระเบิด complexity ทั้งก้อน

รีวิวเชิง production-minded

Correctness

PostgreSQL ยังควรเป็นแหล่ง truth ของธุรกรรมหลัก ส่วน BigQuery ควรเป็นพื้นที่อ่านและวิเคราะห์ ไม่ควรสลับบทบาทกัน

Security

เมื่อแยก analytics ออกไป คุณยังต้องคิดเรื่อง access control ใหม่ เช่นใคร query raw events ได้ ใครเห็น PII ได้ และข้อมูลอะไรควรถูก transform ก่อนส่งเข้า warehouse

Efficiency

การแยก workload ที่อ่านหนักออกจาก production DB มักคุ้มมากเมื่อ analytics เริ่มโต เพราะช่วยทั้ง performance ของระบบหลักและความยืดหยุ่นของการวิเคราะห์

Error handling

สิ่งที่ต้องระวังคือ data freshness, schema drift และ pipeline failures เพราะเมื่อ analytics ไม่ได้อ่านจาก primary DB ตรง ๆ ทีมต้องมีวินัยเรื่อง ingestion และ monitoring เพิ่มขึ้น

Checklist สั้น ๆ ก่อนตัดสินใจแยกไป BigQuery

  • query analytics เริ่มกระทบ production DB หรือยัง
  • มี event data โตเร็วหรือไม่
  • report ต้องอ่านข้ามช่วงเวลายาวหรือไม่
  • มีคนทำ ad hoc analysis มากขึ้นหรือไม่
  • freshness ต้อง realtime จริงไหม
  • ตอนนี้ read replica พอช่วยได้หรือยัง
  • มี reporting workloads ชัดพอจะย้ายไปก่อนหรือไม่
  • ทีมพร้อมดูแล ingestion / transform / schema เพิ่มหรือยัง
  • รู้หรือยังว่า BigQuery จะตอบคำถามทางธุรกิจอะไรบ้าง
  • boundary ระหว่าง transactional truth กับ analytical model ชัดหรือยัง

บทความที่ควรอ่านต่อ

สรุป

PostgreSQL กับ BigQuery ไม่ได้แข่งกันว่าใครดีกว่าแบบลอย ๆ แต่ถนัดคนละสนาม

PostgreSQL เหมาะกับธุรกรรมและคำถามที่ผูกกับระบบใช้งานจริงแบบ latency ต่ำ
BigQuery เหมาะกับการอ่านข้อมูลจำนวนมากและตอบคำถามเชิงวิเคราะห์ที่ไม่ควรไปแย่งทรัพยากรจากระบบหลัก

สรุปสั้นที่สุดคือ

ถ้างานยังผูกกับธุรกรรมหลักและ query ยังไม่หนักมาก PostgreSQL มักพอ
แต่ถ้างานเริ่มเป็น analytics จริง มี event data เยอะ และ query เริ่มกระทบระบบหลัก นั่นคือเวลาที่ควรเริ่มคิด BigQuery อย่างจริงจัง

💬 Chat (ตอบเร็ว)